วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การเรียนแบบโครงงานร่วมกับ Facebook เพื่อเสริมสร้างการจัดการศึกษา กศน.

การเรียนแบบโครงงานร่วมกับ  Facebook  เพื่อเสริมสร้างการจัดการศึกษา กศน.
                สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่จัดการศึกษานอกระบบ ซึ่งเป็นการศึกษา 1 ใน 3 รูปแบบการจัดการศึกษาตาม พรบ.การศึกษา พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาเพื่อเติมเต็มการจัดการศึกษาแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่างๆทั้งประชากรวัยแรงงาน กลุ่มผู้นำท้องถิ่น กลุ่มสตรี กลุ่มชาติพันธ์ กลุ่มชุมชนแออัดและกลุ่มชายขอบ ซึ่งจะจัดการศึกษาหลักคือ 1. การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) 2. การจัดการศึกษาต่อเนื่อง เช่น งานการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต งานการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน งานการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ งานการศึกษาตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3. การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย เช่นการศึกษาค้นคว้าจากห้องสมุด แหล่งเรียนรู้ต่างๆในชุมชน

                   กลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกระบบส่วนมากเป็นเยาวชนและผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีวุฒิภาวะ มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบในการประกอบอาชีพ ดูแลครอบครัว และมีข้อจำกัดมากมายในการเรียน ซึ่งลักษณะดังกล่าวทำให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ไม่เหมือนกับเด็ก เพราะมีอะไรที่แตกต่างกันหลายอย่างเช่น ความคิดอ่าน ประสบการณ์ ความพร้อม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงจำเป็นต้องให้สอดคล้องกับความต้องการและธรรมชาติของผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมนำความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง
                   การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการศึกษาที่ช่วยยกระดับและส่งเสริมการเรียนรู้ของกลุ่มผู้พลาดโอกาสและกลุ่มที่ต้องทำงานต่างๆซึ่งไม่มีโอกาสในการมาเรียนรู้ตามแนวทางการจัดการศึกษาในระบบ ดังนั้นการจัดการศึกษาจะต้องตอบโจทย์ในความต้องการของความคาดหวังในการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยคำนึงถึงองค์ความรู้ที่มีจากประสบการณ์ของผู้เรียนที่มีความแตกต่างกัน ด้วยอายุ หน้าที่การทำงาน และการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปใช้ในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมต่อไป
              หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลที่อยู่นอกระบบโรงเรียน ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์จากการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ โดยการกำหนดสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย ด้านจิตใจให้มีคุณธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกัน สามารถจัดการกับองค์ความรู้ ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สร้างภูมิคุ้มกันตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อยู่นอกระบบ และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสาร
โครงสร้างของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
          1. ระดับการศึกษา แบ่งออกเป็น  3 ระดับ
1.1 ระดับประถมศึกษา
1.2 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
1.3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
          2. สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 สาระ
                   2.1 สาระทักษะการเรียนรู้ เป็นสาระเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้แหล่งเรียนรู้ การจัดการความรู้ การคิดเป็นและการวิจัยอย่างง่าย
                   2.2 สาระความรู้พื้นฐาน เป็นสาระเกี่ยวกับภาษาและการสื่อสาร คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                   2.3 สาระการประกอบอาชีพ เป็นสาระเกี่ยวกับการมองเห็นช่องทางและการตัดสินใจประกอบอาชีพ ทักษะในอาชีพ การจัดการอาชีพอย่างมีคุณธรรมและการพัฒนาอาชีพให้มั่นคง
                   2.4 สาระทักษะการดำเนินชีวิต เป็นสาระเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สุขภาพอนามัยและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ศิลปะและสุนทรียภาพ
                   2.5 สาระการพัฒนาสังคม เป็นสาระที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี หน้าที่พลเมือง และการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม
วิธีเรียน กศน. ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
                   3.1  การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนกำหนดแผนการเรียนรู้ของตนเองให้สอดคล้องกับรายวิชาที่ลงทะเบียน โดบระบุขั้นตอนการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นจนจบ และมีครูเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำในการศึกษาหาความรู้จากสื่อต่างๆและแหล่งการเรียนรู้
                   3.2 การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม เป็นการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดให้ผู้เรียนมาพบกันโดยมีครูเป็นผู้ดำเนินการให้เกิดกระบวนการกลุ่มเพื่อให้มีการอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาข้อสรุปความรู้ร่วมกัน ทุกสัปดาห์ครูจะต้องจัดให้มีการพบกลุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง
                   3.3 การเรียนรู้แบบทางไกล เป็นการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนจะเรียนรู้จากสื่อต่างๆโดยผู้เรียนและครูจะสื่อสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่นการเรียนรู้แบบ e – learning หรือถ้ามีความจำเป็นอาจจะพบกันเป็นครั้งคราว
                     3.4 การเรียนรู้แบบชั้นเรียน เป็นการเรียนรู้ในลักษณะแบบห้องเรียน ที่สถานศึกษากำหนดรายวิชา เวลาเรียน และสถานที่ที่เรียนชัดเจน การเรียนรู้แบบชั้นเรียนเหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีเวลามาเข้าชั้นเรียนสม่ำเสมอ
                   การเรียนรู้ทั้ง 4 รูปแบบ สถานศึกษาและผู้เรียนจะร่วมกันกำหนดว่าในแต่ละรายวิชาจะเรียนรู้แบบใด ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาสาระของแต่ละรายวิชานั้นๆ โดยให้สอดคล้องกับวิถึชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้เรียนและขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานศึกษาในการจัดการสอนเสริมเพื่อเติมเต็มความรู้ให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้ให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นสถานศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้แบบอื่นๆได้ตามความต้องการของผู้เรียนและความพร้อมของสถานศึกษาแต่ละแห่งแต่โดยทั่วไป กศน.จะใช้วิธีเรียนแบบพบกลุ่มเป็นส่วนใหญ่เพราะเหมาะสมกับสภาพและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายซึ่งผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีเวลามาพบกลุ่มและมีประสบการณ์จากการทำงานอยู่แล้ว
การจัดการเรียนแบบโครงงานร่วมกับ Facebook
                การเรียนแบบโครงงาน (Project Based Learning) หรือบางครั้งเรียกว่า  PBL มีความคล้ายคลึงกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – Based Learning) โดยทั้งสองวิธีใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบสืบเสาะด้วยตนเองผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน แต่มีข้อต่างกันเล็กน้อย คือ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะเน้นที่กระบวนการแก้ไขปัญหา ส่วนการเรียนรู้แบบโครงงานจะเน้นไปที่การลงมือปฏิบัติ การเรียบแบบโครงงานเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติตามความสนใจของผู้เรียนเอง เพื่อค้นพบสิ่งใหม่หรือความรู้ใหม่ ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยข้อค้นพบใหม่นั้นผู้เรียนและครูไม่เคยทราบหรือมีประสบการณ์มาก่อน โดยมีครูหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษา ผู้เรียนที่เรียนด้วยกระบวนการนี้จะมีแรงจูงใจในการแก้ไขปัญหาสูง เชื่อมโยงความรู้กับโลกความเป็นจริง ผู้เรียนจะเป็นผู้เลือกวิธีการค้นหาคำตอบ กำหนดแหล่งข้อมูล จากนั้นจะลงมือปฏิบัติและค้นคว้าด้วยตนเอง ผู้เรียนจะสามารถบูรณาการความรู้และทักษะในการแก้ปัญหา สรุปข้อค้นพบและสร้างความรู้ใหม่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันและสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ (ปรียา บุญญสิริ,2553)
                การเรียนแบบโครงงานเป็นการทำงานเป็นทีม โดยมีการลงมือปฎิบัติ ทดลอง ประดิษฐ์  คิดค้น ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ในกระบวนการเชิงลึกทั้งหมดด้วยตนเอง ส่วนหน้าที่สำคัญของผู้สอนนั้นคือการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและเสนอแนะเครื่องมือในการเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านวิธีการต่างๆ คอยแนะนำ ชี้แนะทางในการวางแผนและดำเนินโครงงานและตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามจากการเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งคำตอบจะแตกต่างกันออกไปโดยใช้กลวิธีการสอนที่หลากหลายสนับสนุนการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน จากความคิดและความรู้สึกของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วง (พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์และคณะ,2553)
                ในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอน ของ กศน.ได้มีการกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้แบบโครงงานโดยผู้เรียนหนึ่งคนจะต้องมีการจัดทำโครงงาน ภาคเรียนละ 1 เรื่อง ซึ่งผู้เรียน กศน.ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยแรงงาน มีอาชีพและมีประสบการณ์จากการทำงานอยู่แล้ว การจัดการเรียนการสอน ของกศน.จึงเน้นในเรื่อง ทักษะการคิดเป็นและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสมัยใหม่ คือ Facebook เข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน จึงมีความสำคัญต่อกลุ่มผู้เรียน กศน. เป็นอย่างยิ่ง  Facebook คือเว็บไซด์ ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการติดต่อสื่อสารในกลุ่ม และศึกษาหาความรู้ร่วมกัน ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานของ กศน. ครูได้มอบหมายงานให้ผู้เรียนต้องจัดทำโครงงาน โดยให้สืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากเว็บไชด์ มีการแบ่งกลุ่มผู้เรียนตามความสนใจและให้จัดตั้งกลุ่มสมาชิก Facebook เพื่อให้หาความรู้ด้วยตนเองหรือเพิ่มเติมจากความรู้และประสบการณ์ของตนเอง และให้อ้างอิงเอกสารที่ศึกษาด้วย จากนั้นให้มีการนำเสนอโครงงานของตนเองหรือของกลุ่มที่ได้ศึกษามา ซึ่งการเรียนแบบโครงงานมีความเหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอน ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งโดยหลักการ เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นด้านสาระการเรียนรู้ เวลาเรียน และการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นการบูรณาการเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความแตกต่างของบุคคล ชุมชนและสังคม และมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยตระหนักว่าผู้เรียนมีความสำคัญ สามารถพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มตามศักภาพ (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. 2553)
              การเรียนแบบโครงงานร่วมกับ Facebook ช่วยให้ผู้เรียน กศน. สามารถนำความรู้ที่ได้มาจากการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน  อันได้แก่ ผู้เรียนมีการสร้างและกำหนดความรู้จากความคิดหรือแนวคิดเดิมที่มีอยู่กับแนวคิดใหม่ ทำให้เกิดการปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้จนกลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สิ่งใหม่และการเรียนแบบร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนพื้นฐานความรู้ระหว่างผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนได้ประโยชน์จากการเรียนรู้จริง สามารถตอบสนองปรัชญา คิดเป็น ตามหลักการจัดการศึกษาของ กศน.ได้อย่างแท้จริง

บรรณานุกรม
ปรียา  บุญญสิริ.(2553). กลวิธีการจัดการเรียนรู้โดยการทำโครงงานระดับประถมศึกษา.กรุงเทพฯ:พัฒนาคุณภาพวิชาการ.
พิมพ์พันธ์  เดชะคุปและคณะ (2553).การสอนคิดด้วยโครงงาน : การเรียนการสอนแบบบูรณาการ.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2553). คู่มือการดำเนินงาน หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. นนทบุรี : ไทย พับบลิก เอ็ดดูเคชั่น.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น