การเรียนแบบโครงงานร่วมกับ
Facebook เพื่อเสริมสร้างการจัดการศึกษา กศน.
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
หรือ กศน. เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
มีหน้าที่จัดการศึกษานอกระบบ ซึ่งเป็นการศึกษา 1
ใน 3 รูปแบบการจัดการศึกษาตาม พรบ.การศึกษา พ.ศ. 2542
ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาเพื่อเติมเต็มการจัดการศึกษาแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่างๆทั้งประชากรวัยแรงงาน
กลุ่มผู้นำท้องถิ่น กลุ่มสตรี กลุ่มชาติพันธ์ กลุ่มชุมชนแออัดและกลุ่มชายขอบ ซึ่งจะจัดการศึกษาหลักคือ
1. การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(ในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) 2. การจัดการศึกษาต่อเนื่อง เช่น งานการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต
งานการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน งานการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ งานการศึกษาตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
3. การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย
เช่นการศึกษาค้นคว้าจากห้องสมุด แหล่งเรียนรู้ต่างๆในชุมชน
กลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกระบบส่วนมากเป็นเยาวชนและผู้ใหญ่
ซึ่งเป็นผู้มีวุฒิภาวะ มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบในการประกอบอาชีพ ดูแลครอบครัว
และมีข้อจำกัดมากมายในการเรียน
ซึ่งลักษณะดังกล่าวทำให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ไม่เหมือนกับเด็ก
เพราะมีอะไรที่แตกต่างกันหลายอย่างเช่น ความคิดอ่าน ประสบการณ์ ความพร้อม
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงจำเป็นต้องให้สอดคล้องกับความต้องการและธรรมชาติของผู้เรียน
ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมนำความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
และส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง
การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เป็นการศึกษาที่ช่วยยกระดับและส่งเสริมการเรียนรู้ของกลุ่มผู้พลาดโอกาสและกลุ่มที่ต้องทำงานต่างๆซึ่งไม่มีโอกาสในการมาเรียนรู้ตามแนวทางการจัดการศึกษาในระบบ
ดังนั้นการจัดการศึกษาจะต้องตอบโจทย์ในความต้องการของความคาดหวังในการเรียนรู้ของผู้เรียน
โดยคำนึงถึงองค์ความรู้ที่มีจากประสบการณ์ของผู้เรียนที่มีความแตกต่างกัน ด้วยอายุ
หน้าที่การทำงาน และการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปใช้ในการดำรงชีวิต
การประกอบอาชีพ เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมต่อไป
หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลที่อยู่นอกระบบโรงเรียน
ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์จากการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ
โดยการกำหนดสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย
ด้านจิตใจให้มีคุณธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกัน
สามารถจัดการกับองค์ความรู้ ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยี
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
สร้างภูมิคุ้มกันตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รวมทั้งคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อยู่นอกระบบ
และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง
ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสาร
โครงสร้างของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551
1. ระดับการศึกษา
แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
1.1 ระดับประถมศึกษา
1.2 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
1.3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
2. สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 สาระ
2.1
สาระทักษะการเรียนรู้ เป็นสาระเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง
การใช้แหล่งเรียนรู้ การจัดการความรู้ การคิดเป็นและการวิจัยอย่างง่าย
2.2
สาระความรู้พื้นฐาน เป็นสาระเกี่ยวกับภาษาและการสื่อสาร คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.3
สาระการประกอบอาชีพ
เป็นสาระเกี่ยวกับการมองเห็นช่องทางและการตัดสินใจประกอบอาชีพ ทักษะในอาชีพ
การจัดการอาชีพอย่างมีคุณธรรมและการพัฒนาอาชีพให้มั่นคง
2.4
สาระทักษะการดำเนินชีวิต เป็นสาระเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
สุขภาพอนามัยและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ศิลปะและสุนทรียภาพ
2.5
สาระการพัฒนาสังคม เป็นสาระที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี หน้าที่พลเมือง
และการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม
วิธีเรียน
กศน. ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
3.1 การเรียนรู้ด้วยตนเอง
เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนกำหนดแผนการเรียนรู้ของตนเองให้สอดคล้องกับรายวิชาที่ลงทะเบียน
โดบระบุขั้นตอนการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นจนจบ และมีครูเป็นที่ปรึกษา
ให้คำแนะนำในการศึกษาหาความรู้จากสื่อต่างๆและแหล่งการเรียนรู้
3.2 การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม
เป็นการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดให้ผู้เรียนมาพบกันโดยมีครูเป็นผู้ดำเนินการให้เกิดกระบวนการกลุ่มเพื่อให้มีการอภิปราย
แลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาข้อสรุปความรู้ร่วมกัน
ทุกสัปดาห์ครูจะต้องจัดให้มีการพบกลุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง
3.3 การเรียนรู้แบบทางไกล เป็นการจัดการเรียนรู้
ที่ผู้เรียนจะเรียนรู้จากสื่อต่างๆโดยผู้เรียนและครูจะสื่อสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่
เช่นการเรียนรู้แบบ e – learning หรือถ้ามีความจำเป็นอาจจะพบกันเป็นครั้งคราว
3.4 การเรียนรู้แบบชั้นเรียน
เป็นการเรียนรู้ในลักษณะแบบห้องเรียน ที่สถานศึกษากำหนดรายวิชา เวลาเรียน
และสถานที่ที่เรียนชัดเจน การเรียนรู้แบบชั้นเรียนเหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีเวลามาเข้าชั้นเรียนสม่ำเสมอ
การเรียนรู้ทั้ง 4 รูปแบบ
สถานศึกษาและผู้เรียนจะร่วมกันกำหนดว่าในแต่ละรายวิชาจะเรียนรู้แบบใด
ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาสาระของแต่ละรายวิชานั้นๆ
โดยให้สอดคล้องกับวิถึชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้เรียนและขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานศึกษาในการจัดการสอนเสริมเพื่อเติมเต็มความรู้ให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้ให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้
นอกจากนั้นสถานศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้แบบอื่นๆได้ตามความต้องการของผู้เรียนและความพร้อมของสถานศึกษาแต่ละแห่งแต่โดยทั่วไป กศน.จะใช้วิธีเรียนแบบพบกลุ่มเป็นส่วนใหญ่เพราะเหมาะสมกับสภาพและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายซึ่งผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีเวลามาพบกลุ่มและมีประสบการณ์จากการทำงานอยู่แล้ว
การจัดการเรียนแบบโครงงานร่วมกับ Facebook
การเรียนแบบโครงงาน
(Project
Based Learning) หรือบางครั้งเรียกว่า PBL มีความคล้ายคลึงกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem – Based Learning)
โดยทั้งสองวิธีใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบสืบเสาะด้วยตนเองผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน
แต่มีข้อต่างกันเล็กน้อย คือ
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะเน้นที่กระบวนการแก้ไขปัญหา
ส่วนการเรียนรู้แบบโครงงานจะเน้นไปที่การลงมือปฏิบัติ
การเรียบแบบโครงงานเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติตามความสนใจของผู้เรียนเอง
เพื่อค้นพบสิ่งใหม่หรือความรู้ใหม่ ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
โดยข้อค้นพบใหม่นั้นผู้เรียนและครูไม่เคยทราบหรือมีประสบการณ์มาก่อน
โดยมีครูหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษา ผู้เรียนที่เรียนด้วยกระบวนการนี้จะมีแรงจูงใจในการแก้ไขปัญหาสูง
เชื่อมโยงความรู้กับโลกความเป็นจริง ผู้เรียนจะเป็นผู้เลือกวิธีการค้นหาคำตอบ
กำหนดแหล่งข้อมูล จากนั้นจะลงมือปฏิบัติและค้นคว้าด้วยตนเอง ผู้เรียนจะสามารถบูรณาการความรู้และทักษะในการแก้ปัญหา
สรุปข้อค้นพบและสร้างความรู้ใหม่
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันและสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ (ปรียา บุญญสิริ,2553)
การเรียนแบบโครงงานเป็นการทำงานเป็นทีม
โดยมีการลงมือปฎิบัติ ทดลอง ประดิษฐ์ คิดค้น
ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ในกระบวนการเชิงลึกทั้งหมดด้วยตนเอง
ส่วนหน้าที่สำคัญของผู้สอนนั้นคือการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและเสนอแนะเครื่องมือในการเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านวิธีการต่างๆ
คอยแนะนำ ชี้แนะทางในการวางแผนและดำเนินโครงงานและตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามจากการเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งคำตอบจะแตกต่างกันออกไปโดยใช้กลวิธีการสอนที่หลากหลายสนับสนุนการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
จากความคิดและความรู้สึกของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วง
(พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์และคณะ,2553)
ในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอน ของ กศน.ได้มีการกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้แบบโครงงานโดยผู้เรียนหนึ่งคนจะต้องมีการจัดทำโครงงาน
ภาคเรียนละ 1 เรื่อง ซึ่งผู้เรียน
กศน.ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยแรงงาน มีอาชีพและมีประสบการณ์จากการทำงานอยู่แล้ว การจัดการเรียนการสอน
ของกศน.จึงเน้นในเรื่อง ทักษะการคิดเป็นและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสมัยใหม่
คือ Facebook เข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน
จึงมีความสำคัญต่อกลุ่มผู้เรียน กศน. เป็นอย่างยิ่ง Facebook คือเว็บไซด์
ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการติดต่อสื่อสารในกลุ่ม
และศึกษาหาความรู้ร่วมกัน ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานของ กศน. ครูได้มอบหมายงานให้ผู้เรียนต้องจัดทำโครงงาน
โดยให้สืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากเว็บไชด์ มีการแบ่งกลุ่มผู้เรียนตามความสนใจและให้จัดตั้งกลุ่มสมาชิก
Facebook เพื่อให้หาความรู้ด้วยตนเองหรือเพิ่มเติมจากความรู้และประสบการณ์ของตนเอง
และให้อ้างอิงเอกสารที่ศึกษาด้วย
จากนั้นให้มีการนำเสนอโครงงานของตนเองหรือของกลุ่มที่ได้ศึกษามา ซึ่งการเรียนแบบโครงงานมีความเหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอน
ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งโดยหลักการ เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นด้านสาระการเรียนรู้
เวลาเรียน และการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นการบูรณาการเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต
ความแตกต่างของบุคคล ชุมชนและสังคม
และมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
โดยตระหนักว่าผู้เรียนมีความสำคัญ สามารถพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มตามศักภาพ
(สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. 2553)
การเรียนแบบโครงงานร่วมกับ Facebook ช่วยให้ผู้เรียน กศน. สามารถนำความรู้ที่ได้มาจากการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน อันได้แก่ ผู้เรียนมีการสร้างและกำหนดความรู้จากความคิดหรือแนวคิดเดิมที่มีอยู่กับแนวคิดใหม่
ทำให้เกิดการปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้จนกลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สิ่งใหม่และการเรียนแบบร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน
มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนพื้นฐานความรู้ระหว่างผู้เรียน
ทำให้ผู้เรียนได้ประโยชน์จากการเรียนรู้จริง สามารถตอบสนองปรัชญา คิดเป็น
ตามหลักการจัดการศึกษาของ กศน.ได้อย่างแท้จริง
บรรณานุกรม
ปรียา บุญญสิริ.(2553).
กลวิธีการจัดการเรียนรู้โดยการทำโครงงานระดับประถมศึกษา.กรุงเทพฯ:พัฒนาคุณภาพวิชาการ.
พิมพ์พันธ์ เดชะคุปและคณะ (2553).การสอนคิดด้วยโครงงาน : การเรียนการสอนแบบบูรณาการ.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย.
(2553). คู่มือการดำเนินงาน หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551. นนทบุรี : ไทย พับบลิก เอ็ดดูเคชั่น.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น